Day 2 (11 Apr 07)
ตื่นแต่เช้ามาเพื่อรอชมตะวันโผล่่ริมโขงที่สะพานมิตรภาพไทยลาว แต่ก็ต้องผิดหวังกันเล็กน้อยเพราะฟ้าดันมืดครึ้ม
เสียนี่ พวกเราคณะเดินทางอีกกลุ่มที่จะไปหลวงพระบางมาสมทบ จากนั้นก็จัดการทำเรื่องเอกสารการผ่านข้ามแดน
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย คณะเราก็ออกเดินทางอย่างทันท่วงทีเพื่อดิ่งตรงสู่อุบลราชธานี ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น
ของการเดินทางสำรวจเส้นทางในครั้งนี้
แล้วเราก็ถึงอุบลฯกันตอนบ่าย 3 โมง กับเส้นทางที่วิ่งผ่านกลางภาคอีสานของไทย
Day 3 (12 Apr 07)
พวกเราไปรอคณะร่วมเดินทางกันตั้งแต่ 10 โมงทั้งที่
นัดไว้ตอนบ่าย แต่ไปถึงเร็วก็มีเวลาจัดเตรียมทุกอย่าง
ให้พร้อมกับเส้นทางที่รออยู่ข้างหน้าและพอมีเวลาให้้
เดินเล่นอยู่บ้าง
ที่ด่านช่องเม็กก็จะมีตลาดตามแบบฉบับเมืองตาม
ชายแดนทั่วไป สินค้าก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ จุดสนใจ
เห็นแต่จะมีอาคารของด่านศุลกากรที่รูปทรงแปลกตา
เมื่อคณะเดินทางมากันพร้อมเพรียง เราก็ข้ามฝั่งไปแดนลาวกันประมาณบ่าย 2 แล้วก็พาขบวนคาราวานไปเที่ยว
น้ำตกตาดฟานซึ่งอยู่ชานเมืองปากเซ เป็นน้ำตกที่เกิดจากธารน้ำสองสายที่ไหลผ่านขุนเขามาตกลงที่ผาเดียวกัน
น้ำตกแห่งนี้มีความสูงถึง 120 มเตร ตรงจุดชมวิวที่สวยที่สุดจะเป็นที่พักชื่อตาดฟานรีสอร์ท บรรยากาศดีมาก
อากาศก็เย็นสบายเพราะอยู่บนเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร เจ้าของรีสอร์ทแห่งนี้เป็นคนไทยด้วย
กลับจากน้ำตกก็เข้าเมืองปากเซ เมืองหลวงของแขวงจำปาสัก อยู่ทางตอนใต้ของลาว ห่างจากด่านช่องเม็กเพียง
42 กิโลเมตรเท่านั้น ชื่อเมืองปากเซมาจากตำแหน่งที่ตั้งของเมืองที่อยู่ตรงปากแม่น้ำเซ ไหลมารวมกับแม่นำโขง
เมืองนี้ ฝรั่งเศสได้มาสร้างไว้เพราะเห็นว่าทำเลดี และเพื่อเป็นการคานอำนาจกับเมืองจำปาสัก เมืองหลวงเดิมที่
อยู่อีกฝั่งลงไปทางใต้
หลังจากเข้าที่พัก รับประทานอาหารเย็นกันแล้ว ตกค่ำเราก็ออกไปหาที่นั่งดื่มเีบียร์ลาวกันสักหน่อย ตอนที่สั่งก็งงๆ
เพราะพนักงานถามว่าเอากี่แก้ว เท่าที่ดูก็ไม่เห็นว่าเป็นร้านเบียร์สด ใยจึงขายเป็นแก้ว แต่ความจริงก็คือ คำว่าแก้ว
ในภาษาลาวหมายถึงขวดนั่นเอง ส่วนแก้วจริงๆ เขาจะเรียกว่าจอก เราเลยสั่งเบียร์ลาวไป 2 แก้ว พร้อมจอก 3 ใบ
Day 4 (13 Apr 07)
วันนี้ตื่นกันแต่เช้าตรู่ เคลื่อนพลออกจากปากเซตั้งแต่คี 5 ครึ่ง เพื่อพาขบวนคาราวานไปยังด่านลาวบ่าว ชานแดน
ลาว-เวียดนาม แล้วคณะคาราวานก็แบ่งส่วนไปท่องเที่ยวเวียดนามกันต่อที่เมืองเว้-ดานัง ส่วนที่เหลือก็ทำหน้าที่
หลักคือการสำรวจเส้นทางสายอัตตะปือ-18 เบ (โบอี ชายแดนลาว-เวียดนาม ที่อยู่ทางใต้กว่า)
ขาไปในรอบเช้าเราค่อนข้างใช้ความเร็วกันมาก แต่ถนนค่อนข้างดี ถึงกระนั้นก็ต้องใช้ความระมัดระวังสูงเนื่องจาก
ชาวบ้านมักจะเลีี้ยงฝูงวัวและฝูงแพะมากมาย ซึ่งพวกวัวและแพะมักจะข้ามถนนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือกันเลย โดย
เฉพาะแพะนั้น มันนึกจะวิ่ง มันก็วิ่งตัดหน้ารถซะเฉยๆ
ขากลับไปปากเซ เนื่องจากไม่ต้องรีบร้อนอะไร เราจึงขับชมวิวกันไปเรื่อยๆ บางช่วงมีฝนตก บวกกับบรรยากาศโดย
รอบ และทิวทัศน์ที่คงความเป็นธรรมชาติไว้มาก อากาศเย็นสบาย นับว่าเป็นช่วงเวลาขับรถที่ชิลล์มากๆ
ทีแรกตั้งใจกันว่าจะกลับมาดูพระอาทิตย์ตกที่ปากเซ แต่ก็กลับมาไม่ทัน เพราะดื่มด่ำกับบรรยากาศระหว่างทางกัน
อยู่ ทำให้มาถึงปากเซกันค่ำๆ เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น พวกเราก็ออกเดินเที่ยวชมบรรยากาศริมโขงของเมือง
ปากเซ และชมบรรยากาศช่วงเทศกาลสงกรานต์ในแบบลาว ดูแล้วครื้นเครงไม่แพ้เมืองไทยเลย บางครั้งก็รู้สึกว่า
ดีกว่าเมืองไทยด้วยซ้ำ เพราะไม่ค่อยอึกทึกครึกโครมกันเท่าไร
Day 5 (14 Apr 07)
ก่อนจะไปสำรวจเส้นทางที่ว่าไว้ตั้งแต่ตอนต้น เรายังพอมีเวลาเหลือให้เที่ยวกันสบายๆ อีกหนึ่งวัน ซึ่งก็คือวันนี้
เราตื่นแต่เช้ามาเดินชมตลาด แล้วก็คุยๆ กันว่าจะไป "บ้านสะพาย" เป็นหมู่บ้านที่อยู่ชานเมืองปากเซ ตั้งอยู่บน
ดอนกลางแม่น้ำโขงซึ่งต้องนั่งเรือเลาะลำโขงไป เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องผ้าไหม ทุกหลังคาเรือนจะมีเครื่องทอผ้า
อยู่ที่ใต้ถุนบ้าน แต่เนื่องจากพวกเราไปช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงไม่มีใครมานั่งทอผ้าให้เห็น และคืนนี้เราจะพัก
กันแบบโฮมสเตย์ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวต่างชาติก็ชอบมาเที่ยวและพักแบบนี้ เราไม่ทราบว่าปกติเขาคิดราคาค่าพัก
แบบโฮมสเตย์กันเท่าไร เพราะเป็นการเสียมารยาทมากๆ หากถามเรื่องเงินทองกับคนลาว อย่างไรก็ตาม พวกเรา
ได้พักฟรีเพราะเป็นช่วงสงกรานต์หรือไรก็ไม่ทราบได้
ก้าวแรกที่เข้าหมู่บ้านก็พบกับบรรยากาศการต้องรับอย่างเป็นกันเอง ไม่ต่างจากคนไทยในชนบทนัก ทุกคนจะเดิน
เข้ามาทักทาย ยกมือไหว้กัน บางคนก็จับมือพร้อมเอ่ย "สะบายดี" คำทักทายของชาวลาว
พอได้บ้านอยู่ ขึ้นบ้านไปปุ๊บ เจ้าของบ้านก็ต้อนรับด้วยเบียร์ลาวทันที จัดแจงอาหารแบบลาวขนานแท้ ดูแล้วไม่
ต่างจากอาหารอีสานมากนัก แต่ท่าทางจะกินยากกว่า พวกเขาก็ถามว่ากินได้มั้ยกับข้าวแบบนี้ ของแบบนี้ไม่ลอง
ก็ไม่รู้ ก็เลยลองไป ...อร่อยกว่าที่เห็นมากมาย บางจานก็รสชาติแปลกลิ้นแบบบอกไม่ถูก แต่ถามว่าอร่อยมั้ย ก็คง
อร่อยดี (มั้ง) เอาเป็นว่าท้องไม่เสียก็เป็นอันใช้ได้แล้วล่ะ
เมื่อทานข้าวเสร็จสรรพ เจ้าบ้านก็พาเราไปทำพิธีบายศรีกับทางผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านเพื่อเป็นการต้อนรับอย่าง
เป็นทางการ เนื่องจากเป็นเทศกาลสงกรานต์ ทุกบ้านเขาจะพร้อมต้อนรับเราด้วยอาหารและเครื่องดื่มพร้อมเพรียง
เรียงหน้ากันเข้ามา ตอนบายศรีอยู่นั้น ธรรมเนียมของที่นี่เขาจะให้เรารับขวัญด้วยการยกมือขวามาไว้ตรงขมับ ก้ม
หน้าลงเล็กน้อย ส่วนอีกมือหนึ่งก็จะถือของกินระหว่างที่ผู้ใหญ่ผูกข้อมืออวยพรเรา เมื่อผูกเสร็จเราต้องจัดแจงกิน
ของที่เราถือให้หมด ซึ่งก็มีผู้ใหญ่บางท่านเอาเบียร์มาให้เราถือ ซึ่งก็ต้องดื่มให้หมด แก้วแล้วแก้วเล่า
ตกบ่ายพวกเราก็ไม่ไปไหน นั่งแช่อยู่กับที่ ซึ่งก็จะมีอาหารและเครื่องดื่มเรียงกันมาแบบไม่ขาดสาย แดดข้างนอกก็
ร้อนเปรี้ยง ก็เลยไม่อยากออกไปไหนกันสักเท่าไร แต่พอบ่ายแก่ๆ ก็ไปสรงน้ำพระกันที่วัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้าน ซึ่ง
สร้างไว้พร้อมๆ กับหมู่บ้านแห่งนี้ วันสรงน้ำพระอย่างนี้เขาจะไม่เล่นน้ำกัน ระหว่างสรงน้ำพระ ก็จะมีเด็กวิ่งมาเอามือ
รองน้ำที่ใช้สรงน้ำพระ เอามาลูบหัวบ้าง ดื่มบ้าง เชื่อกันว่าจะทำให้โชคดีไปทั้งปีและจะได้เติบโตเป็นคนดี
ปกติพวกเราชาวเมืองหลวงจะคุ้นชินกับการทานข้าวเย็นตอนค่ำๆ แต่ที่นี่ทานกันประมาณ 5-6 โมง อย่างช้าก็ไม่
เกินหนึ่งทุ่ม แล้วไม่เกินสามทุ่มก็เข้านอนกันแล้ว ทั้งหมู่บ้านจะมืดและเงียบมาก พวกเราก็พอเข้าใจแล้วว่าเขานอน
กันเร็วนี่เองถึงว่าดื่มกันตั้งแต่หัววัน
Day 6 (15 Apr 07)
คนที่นี่ตื่นกันตั้งแต่ตี 4 ตื่นกันทุกคนจริงๆ พวกเราก็เลยต้องตื่นมาด้วย จะให้นอนตีพุงทั้งๆ ที่คนอื่นตื่นมาทำงาน
กันแต่เช้าก็กระไรอยู่ มากินอยู่ฟรีแล้วก็อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง (ถึงเขาจะไม่ค่อยให้ช่วยทำอะไรก็เถอะ)
ผมตั้งใจว่าจะรอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมฝั่งโขงหน้าหมู่บ้าน ซึ่งมีดอนหินทอดยาวไปถึงอีกฝั่ง และว่าจะอาบน้ำใน
แม่น้ำโขงเลย
พอเดินไปริมโขงเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น ก็เห็นพวกชาวบ้านกำลังเผาหมูทั้งตัวอยู่ คิดว่าวันนี้เขาคงทำหมูหันเลี้ยง
ทั้งหมู่บ้าน
ถ่ายรูปเสร็จ ก็กลับไปเตรียมของมาอาบน้ำในแม่น้ำโขง สายน้ำใสๆ เย็นๆ ชำระร่างกายไปพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ
สาดส่องมา เป็นการอาบน้ำที่ได้บรรยากาศมากๆ
ถึงจะตื่นกันตั้งแต่ตี 4 แต่พวกเขาก็ทานข้าวเช้ากันตอน 8 โมง ใช้เวลาเตรียมอาหารกันนานมาก
ทานข้าวเสร็จ ตอนสายๆ ก็มีงานรำวงกลางแจ้ง ซึ่งเป็นประเพณีของที่นี่ วงดนตรีจะเล่นเพลงลาว เพลงหมอลำ
มีเพลงไทยบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นคาราบาวกับพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ พวกเรานั่งนิ่งกันอยู่ได้ไม่นาน พวกหนุ่มสาวของ
หมู่บ้านก็มาชวนออกไปเต้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทก็จำต้องออกไป ไม่รู้ว่าคนที่นี่เขาเต้นกันยังไง แต่พวก
เราก็เล่นออกสเต็ปอย่างกับไปเที่ยวผับเมืองกรุง เล่นเอาชาวบ้านฮือฮากันใหญ่ เป็นเหตุให้พวกเขาไม่ยอมให้เรา
กลับไปนั่งที่กันเลยทีเดียว
มัวแต่สนุกสนานกันเพลินจนเกือบลืมเวลา เพราะพวกเราต้องไปสำรวจเส้นทางกันต่อนี่นา จึงรีบเก็บข้าวของ
เตรียมตัวออกเดินทางกันตอนบ่าย
ออกจากเมืองปากเซตอนบ่าย 3 โมง แล้วก็มุ่งตรงไปอัตตะปือเลย ขับรถดุ่มๆ ไป ดูแผนที่ไป โชคดีที่ไม่หลง
ระหว่างทางก็จะผ่านเมืองปากซอง ท่าแตง เซกอง แล้วถึงอัตตะปือกันประมาณ 6 โมงครึ่ง ระยะทางประมาณ 200
กิโลเมตร เส้นทางจะผ่านเขตชุมชนและตัวเมืองพอสมควร แต่ก็จะเป็นเมืองเล็กๆ หรือหมู่บ้านริมถนน
เราทำความเร็วกันได้ไม่มาก เพราะคนที่นี่ท่าทางจะไม่ค่อยคุ้นชินกับการมีรถผ่านเท่าไรนัก ไหนจะมีวัว ควาย หมู
หมา และแพะ ที่มักจะขวางถนนอยู่เสมอ ต้องใช้ความระมัดระวังมากๆ ส่วนรถคันอื่นๆ ที่วิ่งบนถนน นับว่าคนลาว
ขับรถกันมีมารยาท และเราควรจะใช้แตรบ่อยๆ เพื่อบอกให้เขารู้ว่าเราตามหลังเขาอยู่ หรือเรากำลังจะแซง
เส้นทางจากปากเซไปอัตตะปือ ถนนอยู่ในระดับปานกลาง ขับได้สบาย เพราะเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้า
ในการสร้างถนน ทิวทัศน์ก็งดงาม เป็นธรรมชาติ ทางขึ้นลงเขาคดโค้งก็ธรรมดา ไม่อันตราย
Day 7 (16 Apr 07)
ออกจากเมืองอัตตะปือตอนตี 5 ครึ่ง วิ่งตรงไปด่าน 18 เบ ชายแดนลาว-เวียดนาม เพื่อไปรับคณะคาราวานที่ไป
แวะเยี่ยมเยือนเวียดนามใต้ การกลับเส้นทางนี้ นับว่าเป็นการบุกเบิกเส้นทางการเดินทางท่องเที่ยวแบบคาราวาน
กันเลยทีเดียว
เส้นทางจากอัตตะปือไปด่าน 18 เบ หรือด่านโบอี เป็นทางที่ค่อนข้างคดเคี้ยว ขึ้น-ลงเขาชันนิดหน่อย อันตราย
พอสมควร ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ที่สำคัญผู้ขับต้องมีทักษะพอสมควรและมีสมาธิตลอดเวลา หากนึก
ไม่ออก ให้นึกถึงเส้นทางสายตาก-แม่ฮ่องสอนของบ้านเรา แต่สิ่งที่ประทับใจก็คือทิวทัศน์รอบๆ สองข้างทางนั้น
สวยงามยิ่งนัก วิ่งผ่านขุนเขาท่ามกลางป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ อากาศดีๆ กับหมอกจากๆ ยามเช้า
ผืนป่าในลาวใต้ โดยเฉพาะแถบอัตตะปือ นับว่าเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในลาว ไร้ซึ่งการรุกราน ปรุงแต่ง หรือ
ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่อย่างใด เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการเพียงเส้นทางทอดยาวไปข้างหน้า ชมวิว
ทิวทัศน์สองข้างทาง เพลิดเพลินไปกับลมเย็นๆ หลีกหนีชีวิตโลกทุนนิยมที่จำเจและนับวันก็จะยิ่งกัดกร่อนชีวิตเรา
ไปเรื่อยๆ
เราไปถึงด่านตอน 7 โมงครึ่ง ระยะทาง 110 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมง ส่วนคณะคาราวานจากเวียดนาม
มาถึงตอน 9 โมงครึ่ง ระหว่างรอ เราก็นั่งดื่มกาแฟ ชื่นชมทิวทัศน์ไปพลางๆ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่บ้าง แล้วก็รู้มาว่า
ถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าที่ได้ทุนจากญี่ปุ่นและเวียดนามมาสร้างถนน พื้นถนนจึงค่อนข้างดี
ขากลับ เนื่องจากพวกเราสำรวจเส้นทาง จึงนำขบวนคาราวานกลับด้วยความปลอดภัย แวะทานข้าวเที่ยวที่
อัตตะปือ ดิ่งตรงสู่ปากเซ ข้ามแดนมาช่องเม็ก แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ก็เป็นอันจบการเดินทางโดยสวัสดิภาพ
___________________________________________________